วิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจ

 

 

 

การเจาะเลือด

1. ก่อนเจาะเลือด ผู้เจาะเลือดต้องตรวจสอบชื่อผู้ป่วยในใบสั่งตรวจ
    และภาชนะที่ใช้เก็บสิ่งส่งตรวจให้ถูกต้องตรงกับผู้ป่วย
    ทุกครั้งที่ทำการเจาะเลือด
2. เตรียมภาชนะ (Tube)
    สำหรับการเจาะเลือด
    ให้ถูกต้องตรง
    กับการทดสอบ
3. หลีกเลี่ยงการเจาะเลือด
    ข้างเดียวกับที่ให้สาร
    ที่เป็นน้ำ/อาหาร/ยา
4. ใช้สายรัด รัดบริเวณต้นแขน
    เพื่อให้เห็นเส้นเลือดดำ
    ชัดเจนขึ้น เลือกบริเวณเจาะ
    ใต้ข้อพับเล็กน้อย
    ยกเว้นบางกรณีอาจต้อง
    เจาะจากบริเวณข้อมือ
    หรือข้อเท้าและไม่ควร
    รัดแขนนานเกิน 1 นาที
5. ทำความสะอาดผิวหนัง บริเวณที่จะเจาะเลือดด้วยสำลีชุบ
    70 % แอลกอฮอล์
6. ทำการเจาะโดยใช้มือข้างที่ถนัดจับกระบอกฉีดยา
    จรดปลายเข็มให้สัมผัส
    บริเวณที่จะเจาะต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย ทำมุมประมาณ 15 องศา
7. หลังจากได้ปริมาตรตามต้องการ ปลดสายรัดแขน แล้วดึงเข็มออก
    โดยเอาสำลีแห้งมากดทับที่แผลไว้ขณะดึงเข็มออก จากนั้น
    ให้ผู้มารับบริการพับแขนกดทับสำลียกแขนไว้ประมาณ 3 – 5 นาที
8. ทิ้งหัวเข็ม ในกล่องสำหรับทิ้งหัวเข็มโดยเฉพาะ
9. ใส่เลือดลงใน หลอดเลือด ปริมาณตามความเหมาะสมสำหรับ
    การตรวจวิเคราะห์ ทิ้ง syringe ในถังขยะติดเชื้อ พลิกหลอดเลือด
    กลับไปมาเบาๆ ประมาณ 5-10 ครั้ง เพื่อให้เลือดผสมกับ
    สารกันเลือดแข็งและป้องกันการแข็งตัวของเลือด
10. ดูแลผู้ป่วยหลังเจาะเลือดโดยปิด พลาสเตอร์ที่แผล และนัดเวลาฟังผล

การเก็บปัสสาวะ

    การเก็บปัสสาวะเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการมี 2 แบบ คือ

1. Random Urine

    เป็นการเก็บปัสสาวะ ณ เวลาที่
    ต้องการตรวจ โดยเก็บปัสสาวะ
    ตรงส่วนกลางของการขับถ่าย
    (Mid Stream Urine) คือ
    ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะขับถ่าย
    ปัสสาวะ เพื่อป้องกันการปนเปื้อน
    มาจากช่องคลอด หรือแถว
    ปากช่องถ่ายปัสสาวะ ถ่ายปัสสาวะ
    ช่วงแรกทิ้งไปก่อน แล้วเก็บปัสสาวะ
    ในช่วงกลางของการขับถ่าย โดยปริมาณของปัสสาวะที่เก็บต้อง
    ให้มากพอกับการตรวจอย่างน้อย 15 ml ปิดฝาให้สนิท
    แล้วนำส่งทางห้องปฏิบัติการ

2. Urine 24 hr.

    วิธีการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง คือ ให้ถ่ายปัสสาวะทิ้งไปก่อน
    แล้วเริ่มบันทึกเวลา จากนั้นเก็บปัสสาวะครั้งต่อๆไปในขวดสีชา
    จนครบ 24 ชั่วโมง เมื่อครบกำหนดเวลาให้เก็บปัสสาวะครั้งสุดท้าย
    แล้วนำส่งทางห้องปฏิบัติการ โดยช่วงการรอเวลาครบ 24 ชั่วโมง
    ควรเก็บขวดปัสสาวะนั้นในตู้เย็น

การเก็บอุจจาระ

    เก็บอุจจาระใส่ภาชนะทึบ ปิดฝาให้เรียบร้อย หากอุจจาระมีมูกเลือดให้เก็บส่วนที่เป็นมูกเลือดด้วย และให้เก็บส่งปริมาตรพอควร (ประมาณ 5 กรัม) และปิดฉลากระบุชื่อผู้รับบริการบนภาชนะ

การเก็บน้ำไขสันหลัง

    เก็บใส่ขวดแก้วที่สะอาดปราศจากเชื้อ ในปริมาตรที่พอเพียงต่อการทดสอบ ปิดฉลากระบุชื่อผู้ป่วยบนภาชนะ จัดส่งทันที กรณีส่งตรวจเพาะเชื้อ ห้าม เก็บในตู้เย็น เพราะจะทำให้เชื้อบางชนิดตายได้ เช่น Neisseria meningitides

การเก็บน้ำเชื้อ หรือ อสุจิ

    ก่อนการมาตรวจอสุจิ ควรพักผ่อนให้เต็มที่ทำจิตใจให้สบาย งดร่วมเพศ หรือ งดหลั่งน้ำเชื้ออย่างน้อย 3 วัน แล้วค่อยเก็บน้ำเชื้อโดยวิธีช่วยตัวเอง
(Masturbation)
ก่อนเก็บควรทำความสะอาดมือ และอวัยวะเพศ ภาชนะที่เก็บควรเป็นขวดแก้ว หรือ พลาสติก ปากกว้าง สะอาดปราศจากเชื้อ
(sterile) ฝาเกลียว ไม่มียางรองฝา ไม่ควรเก็บใส่ถุงยางอนามัย เพราะจะทำให้เชื้อตาย
น้ำเชื้อที่เก็บควรจัดส่งให้ถึงห้องปฏิบัติการให้เร็วที่สุด ไม่เกิน 1 ชั่วโมง หรือมาเก็บที่ห้องเก็บน้ำเชื้อที่เตรียมไว้ให้ ในระหว่างการนำส่ง ควรให้อยู่ในอุณหภูมิประมาณ 37C ระบุ ห้ามแช่ตู้เย็น ติดฉลากรายละเอียดชื่อ-สกุล HN วันที่เก็บ เวลาที่เก็บให้ถูกต้อง

การเก็บสิ่งส่งตรวจสำหรับการเพาะเชื้อ



1.เลือด

    ขวด Hemoculture ที่เก็บในตู้เย็น ต้องนำออกมาวาง
    ไว้ที่อุณหภูมิห้อง และรอให้ขวดมีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิห้องก่อนนำ
    ไปใช้งานเช็ดจุกยางที่ปากขวดด้วยทิงเจอร์ไอโอดีน ตามด้วย
    70% alcohol รอให้แห้งก่อนใส่เลือด ก่อนฉีดเลือดลงใน
    ขวดHemoculture ควรเปลี่ยนหัวเข็มใหม่กรณีที่ไม่สามารถส่ง
    ขวดHemoculture มายังห้องปฏิบัติการได้ภายในวันเจาะให้นำ
    ขวดไปอบที่อุณหภูมิ 35-37 oC หรือวางไว้ที่อุณหภูมิห้อง
    ห้ามแช่ในตู้เย็น ห้ามเจาะเลือดเพื่อใช้ในการทดสอบอื่นๆ
    ในคราวเดียวกัน เพราะอาจเกิดการปนเปื้อนได้

2. น้ำไขสันหลังและสารคัดหลั่งอื่นๆ จากร่างกาย

    ควรเจาะให้ได้ปริมาตรไม่น้อยกว่า 2 ml. โดยทำความสะอาด
    บริเวณที่เจาะเช่นเดียวกับการเจาะเลือด โดยใส่น้ำไขสันหลังใน
    ภาชนะที่ปราศจากเชื้อ ติดฉลากระบุข้อมูลผู้ป่วยให้ครบ
    ตามที่กำหนด แล้วนำส่งห้องปฏิบัติการทันที
    ห้ามเก็บน้ำไขสันหลังในตู้เย็นขณะรอส่ง เพราะอาจจะทำให้
    เชื้อบางชนิดตายได้ ถ้าไม่สามารถนำส่งทันที ให้เก็บที่
    ตู้อุณหภูมิ 37oC หรือที่อุณหภูมิห้อง

3. Swab

    ใช้เก็บสิ่งส่งตรวจที่ไม่สามารถเจาะหรือดูดได้ ซึ่งเป็นหลอดพลาสติก
    ที่บรรจุ Transport media สิ่งส่งตรวจที่เก็บด้วย swab
    ได้แก่ Throat swab, หนอง เป็นต้น หลังการใช้ Swab
   เก็บสิ่งส่งตรวจแล้วให้เก็บลงในหลอด Media
    เพื่อไม่ให้เชื้อตาย ในกรณีที่ Media ยังไม่ได้ใช้ให้เก็บที่
    อุณหภูมิ 2-8oC เสมอ

4. อุจจาระ

    ให้ส่งเป็น Rectal swab ยกเว้นการเพาะเชื้อ Campylobacter,
    Clostridium difficile ให้เก็บเป็นอุจจาระ

5. ปัสสาวะ

    ถ้าเป็นปัสสาวะที่ไม่ใช่ Mid stream ต้องระบุลงในใบส่งตรวจ
    และปัสสาวะที่ส่งเพาะเชื้อต้องระบุเวลาเก็บให้ชัดเจน
    และนำส่งห้องปฏิบัติการทันที ถ้าไม่สามารถนำส่งทันเวลา
    ให้เก็บปัสสาวะในตู้เย็น

6. เสมหะ

    ช่วงเวลาเก็บที่เหมาะสม คือ เก็บตอนเช้าโดยทำความสะอาด
    ในช่องปาก โดยการบ้วนด้วยน้ำสะอาด เพื่อลดการปนเปื้อน
    ของน้ำลายและเชื้อในช่องปาก ไม่ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อบ้วนปาก

7. สิ่งส่งตรวจเพาะเชื้อแอนแอโรบส์

    ควรเก็บตัวอย่างในบริเวณที่ไม่มีเชื้อประจำถิ่น โดยใส่ใน
    Thioglycolate tube ซึ่งก่อนนำมาใช้ต้องดูสภาพ
    ของน้ำยายังคงใส ไม่มีสี ถ้ามีสีชมพูไม่ควรใช้ และถ้ายัง
    ไม่ได้ใช้ควรเก็บที่อุณหภูมิห้องในที่มืด
ห้ามเก็บในตู้เย็น

การเก็บตัวอย่างสำหรับตรวจ CHROMOSOME STUDY

    BLOOD: ใช้ Syringe 5 ml. ดูด Sodium Heparin เพื่อเคลือบแล้วฉีดไล่ออกจาก Syringe และเปลี่ยนเข็มใหม่เพื่อเจาะเลือด (Sterile) แล้วนำส่งทั้ง Syringe และเก็บที่ตู้เย็นก่อนนำส่ง ห้าม freeze หรือแช่แข็ง

การเก็บตัวอย่างส่งตรวจ PATHOLOGY และ CYTOLOGY

การจัดเก็บ Specimen ดังนี้

    ชิ้นเนื้อทั่วไป แช่ใน 10% Formalin ปริมาณมากกว่า 10 เท่าของชิ้นเนื้อ
    Pap smear รีบ Fix ด้วย 95% ethanol ก่อนแห้ง แช่อย่างน้อย 30 นาที
    Cytology เก็บปริมาณ 30 ml. ใส่ขวด sterile เก็บในตู้เย็น ห้าม Freeze
    ER, PgR ส่งชิ้นเนื้อสด หรือแช่ใน 10% Formalin

การเก็บตัวอย่างสำหรับส่งตรวจ CD4, CD8, Viral load

การส่งตรวจ CD4, CD8
    เจาะเลือดใส่หลอดที่มีสารกันเลือดแข็งชนิด EDTA 2-3 ml. นำส่งภายใน 24 ชั่วโมง ขณะรอส่งให้เก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง ห้ามแช่เย็น

การส่งตรวจ Viral load
    เจาะเลือดใส่หลอดที่มีสารกันเลือดแข็งชนิด EDTA 5 ml นำส่งห้องปฏิบัติการภายใน 6 ชั่วโมง หากไม่สามารถส่งได้ในระยะเวลาที่กำหนด ควรแยก Plasma ด้วย Aseptic technique โดยการปั่นที่ 800-1600 รอบ/นาที นาน 20 นาที ส่งตัวอย่างถึงห้องปฏิบัติการ โดยแช่แข็ง (Freeze) ที่อุณหภูมิ -20 C ภายในไม่เกิน 2 วัน

การเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจแอลกอฮอล์ในเลือด

    การเจาะเลือด ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อตัวอื่นที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ เช่น เบทาดีน เช็ดบริเวณเจาะเลือด โดยเจาะเลือดปริมาณ 3 ml. ใส่ในหลอดSodium Fluoride ปิดจุกให้แน่นและพันด้วยพาราฟิล์มเพื่อป้องกันการระเหยของแอลกอฮอล์

Comments are closed.